Web Analytics Made Easy -
StatCounter

ซิฟิลิส โรคร้ายหายขาดได้ถ้ารู้เท่าทัน (Syphilis)

ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้มีการประกาศให้โรคซิฟิลิสเป็นโรคระบาดที่ต้องเฝ้าระวังเนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา โรคซิฟิลิสสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง ส่วนใหญ่พบมากในวัยรุ่นช่วงอายุระหว่าง 15 -24 ปี ซึ่งสาเหตุหลักของการติดต่อคือการมีเพศสัมพันธ์ โดยอาการเริ่มต้นผู้ป่วยจะมีแผลเล็กๆ ซึ่งมักพบบริเวณอวัยวะเพศ ปาก ทวารหนัก ช่องคลอด หรือปาก แต่ส่วนใหญ่แล้วร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสมักไม่แสดงอาการที่ชัดเจนในระยะแรก หากไม่รู้ตัวและปล่อยไว้เป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจส่งผลให้โรคลุกลามรุนแรงมากขึ้นได้

โรคซิฟิลิสมีสาเหตุเกิดจากอะไร?

Syphilis เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema Pallidum) เชื้อชนิดนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้จากการสัมผัสหรือรับเชื้อโดยตรงจากบาดแผลและรอยขีดข่วนต่างๆบนผิวหนังรวมถึงเยื่อบุในร่างกาย ซึ่งสาเหตุหลักๆร่างกายจะได้รับเชื้อซิฟิลิสผ่านการมีเพศสัมพันธ์มากที่สุด อีกทั้งหญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อซิฟิลิสยังสามารถแพร่เชื้อสู่ทารกในครรภ์ได้ด้วย ส่งผลให้ทารกเกิดการติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิด (Congenital syphilis) ทำให้ทารกอาจคลอดก่อนกำหนด มีอาการตาบอด หูหนวก ระบบประสาทผิดปกติ และเสียชีวิตในช่วงทารก หรือร้ายแรงจนอาจเสียชีวิตภายในครรภ์มารดาได้

 

Syphilis ติดต่อกันอย่างไร

  1. การสัมผัสกับเชื้อ เมื่อเราไปสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของการทำให้เกิดโรคซิฟิลิส ก็มีโอกาสรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

  2. การมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะมีทางทวารหนักหรืออวัยวะเพศ นอกจากนี้รวมถึงการจูบ หรือการทำ ออรัลเซ็ก

  3. การติดจากแม่สู่ลูก

อาการของโรคซิฟิลิสมีทั้งหมดกี่ระยะ

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อซิฟิลิสจะแสดงอาการแตกต่างกันในแต่ละช่วงระยะ โดยที่ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการทับซ้อนหรือแสดงอาการสลับไม่เรียงตามระยะ ซึ่งอาการของโรคมีทั้งหมด 4 ระยะด้วยกัน คือ ระยะที่1 Primary stage , ระยะที่ 2 Secondary stage , ระยะแฝง Latent stage และระยะที่ 3 Tertiary stage

 

โรคซิฟิลิสระยะที่ 1 :

อาการระยะแรกของผู้ติดเชื้อซิฟิลิส โดยผู้ป่วยจะมีแผลเล็กลักษณะแข็ง สีแดง ทางการแพทย์เรียกว่า “แผลริมแข็ง” (Chancre) ขึ้นบริเวณช่องคลอด อวัยวะเพศ ใต้หนังหุ้มปลายองคชาต ทวารหนัก หรือปาก ผู้ป่วยบางรายอาจมีแผลเพียงจุดเดียวหรือหลายจุดก็ได้ โดยที่แผลดังกล่าวจะไม่มีอาการเจ็บปวด มักจะแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อซิฟิลิสเข้าสู่ร่างกายประมาณ 10 วัน - 3 เดือน หรือในบางรายอาจแสดงอาการเร็วกว่าเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น และหลังจากนั้นอาการต่างๆเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 3-6 สัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตามเชื้อซิฟิลิสยังคงกระจายตัวอยู่ร่างกายของผู้ป่วย

 

โรคซิฟิลิสระยะที่ 2 :

อาการที่เกิดขึ้นหลังจากแผลริมแข็งหายไปประมาณ 1-3 เดือน โดยที่ผู้ป่วยจะมีผื่น ตุ่มนูน ลักษณะคล้ายหูด ขึ้นบริเวณลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอวัยวะเพศ หรือผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นขึ้นบริเวณอื่นๆตามร่างกาย ซึ่งผื่นนี้จะไม่มีอาการคัน แต่จะมีอาการปวดกล้ามเนื้อ มีไข้ มีอาการเจ็บคอ  อ่อนเพลีย ผมร่วง หรือต่อมน้ำเหลืองบวมผิดปกติ อาการเหล่านี้จะหายไปเองหรือกลับมาเป็นซ้ำได้อีกครั้ง

  • มีอาการไข้

  • เจ็บคอ

  • ต่อมน้ำเหลืองโต

  • บางคนมีอาการปวดกล้ามเนื้อ

โรคซิฟิลิสระยะแฝง หรือ ระยะสงบ :

โรคซิฟิลิสระยะนี้ต่อเนื่องมาจากผู้ป่วยกว่า 30% ที่ไม่ได้รับการรักษาในระยะที่ 2 อย่างถูกต้องและเหมาะสม จนส่งผลให้เกิดเป็นระยะแฝงในที่สุด และโรคอาจดำเนินเข้าสู่ระยะที่ 3 ได้ง่ายมากขึ้น โดยระยะแฝงนี้จะยังคงมีเชื้อซิฟิลิสอยู่ภายในร่างกายเป็นระยะเวลานานหลายปี โดยจะไม่มีอาการแสดงอย่างชัดเจนแต่อย่างใด 


โรคซิฟิลิสระยะที่ 3 :

ระยะนี้เป็นระยะสุดท้ายของผู้ป่วยโรคซิฟิลิส เกิดจากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที มีมักจะแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อ 10-20 ปี ทำให้เชื้อลุกลามไปทั่วร่างกายจนส่งผลให้ร่างกายถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งระยะนี้จะแสดงอาการอย่างชัดเจน เช่น สมองเสื่อม ตาบอด อัมพาต หูหนวก โรคหัวใจ ไร้สมรรถภาพทางเพศ และอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด

 
 

แบบนี้ไม่ติดซิฟิลิส

  • การนั่งฝารองชักโครก หรือใช้ห้องน้ำเดียวกัน

  • การกอด การจับมือ

  • การใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกัน

  • การรับประทานอาหารและใช้ภาชนะร่วมกัน

  • การว่ายน้ำในสระเดียวกัน หรือใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายร่วมกัน

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นซิฟิลิส?


คนส่วนใหญ่มักจะตรวจเจอเชื้อซิฟิลิส ก็ต่อเมื่อไปบริจาคเลือด ตรวจคัดกรองการตั้งครรภ์ หรือตรวจสุขภาพประจำปี ดังนั้นหากมีโอกาสก็ควรทำการตรวจซิฟิลิสสักครั้ง คนที่ควรตรวจโรคนี้ ได้แก่ กลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุด คือ กลุ่มวัยรุ่น และเพศที่สาม กลุ่มชายรักชาย หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตร ผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี หรือมีคู่นอนที่มีเชื้อเอชไอวี เป็นต้น

การตรวจวินิจฉัยโรคซิฟิลิส สามารถทำได้ด้วยการตรวจหนองจากแผลในระยะที่หนึ่ง หรือทำการตรวจเลือดก็ได้ โดยแบ่งวิธีการตรวจออกเป็น 3 วิธีได้แก่

 

  • การตรวจซิฟิลิสแบบ Dark Field Exam  คือ การส่องกล้องจุลทรรศน์ เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งสามารถวินิจฉัยได้จากการเก็บตัวอย่างเชื้อบนผิวหนัง น้ำเหลืองจากแผล หรือผื่นที่สงสัยว่าจะติดเชื้อซิฟิลิสในระยะแรก หรือระยะที่สอง
     

  • การตรวจเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อซิฟิลิส โดยแยกเป็น

    • การเจาะเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันเบื้องต้น ซึ่งไม่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อซิฟิลิส ได้แก่ การตรวจ VDRL หรือ RPR หลังจากได้รับเชื้อมาแล้ว และเริ่มปรากฏอาการเริ่มแรก หากให้ผลบวกต้องเจาะเลือดอีก เพื่อยืนยันการวินิจฉัย

    • การเจาะเลือดเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ที่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อซิฟิลิส ได้แก่ FTA-ABS (Fluorescent Treponemal Antibody Absorption Test) หรือ MHA-TP (Microhemagglutination-Treponema Pallidum) สำหรับการตรวจนี้ ผู้ที่เคยเป็นซิฟิลิสมาก่อน ถึงจะรักษาหายแล้ว อาจจะให้ผลบวกได้ โดยที่ไม่เป็นโรคในขณะนั้น

  • การตรวจน้ำไขสันหลัง (Cerebrospinal Fluid Test) จะใช้ในกรณีที่สงสัยว่า ผู้ตรวจมีการติดเชื้อในระบบประสาท

 

โรคซิฟิลิสสามารถติดต่อกันได้อย่างไร

 

เชื้อแบคทีเรีย Treponema Pallidum ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคซิฟิลิส สามารถติดต่อผ่านการนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งหมด 3 ทาง คือ  การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อซิฟิลิส การสัมผัสกับแผลบนร่างกายของผู้ติดเชื้อผ่านทางผิวหนัง แผลริมฝีปาก แผลในปาก หรือเยื่อบุต่างๆ และสุดท้ายคือ การติดเชื้อจากแม่ที่มีเชื้อไปสู่ทารกในครรภ์ ซึ่งโรคซิฟิลิสนั้นไม่สามารถติดต่อผ่านการใช้ของใช้ส่วนตัว ใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว การใกล้ชิด การรับประทานอาหารร่วมกัน หรือการสัมผัสสิ่งต่างๆร่วมกันได้

 

การรักษาโรคซิฟิลิส

 

ปัจจุบันโรคซิฟิลิสสามารถใช้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะในกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคซิฟิลิสมากที่สุด โดยที่แพทย์จะเลือกใช้ขนาดและปริมาณของยาตามลักษณะอาการของผู้ป่วย ด้วยการฉีดยาเป็นระยะเวลาติดต่อกันเพื่อให้ตัวยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียอย่างต่อเนื่อง

 

  • ผู้ระยะป่วยที่ 1 และ ระยะที่ 2 : ใช้ยา Benzathine penicillin G ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้งโดยใช้ขนาดยา 2.4 ล้านยูนิต  

  • ผู้ป่วยระยะแฝง และ ระยะที่ 3 : ใช้ยา Benzathine penicillin G ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยใช้ขนาดยา 2.4 ล้านยูนิต

  • กรณีโรคซิฟิลิสขึ้นไปที่สมอง : ใช้ยา Benzathine penicillin G โดยใช้ขนาดยา 3-4 ล้านยูนิต ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ทุก 4 ชั่วโมง ติดต่อกันนาน 10-14 วัน หรือใช้ยา Procaine Penicillin เข้ากล้ามเนื้อให้ผู้ป่วยวันละ 1 ครั้ง โดยใช้ขนาด 2.4 ล้านยูนิต ควบคู่กับการทานยา Probenecid วันละ 4 ครั้ง

  • กรณีที่ผู้ป่วยแพ้ยาเพนนิซิลิน : ใช้ยาอื่นๆรับประทานทดแทน เช่น อีริโทรมัยซิน โดยต้องรับประทานอย่างต่อเนื่อง 1 เดือน

กรณีที่ป่วยซิฟิลิสแต่กำเนิด : ใช้ยา Benzathine penicillin G โดยใช้ขนาดยา 50,000 ยูนิตต่อกิโลกรัม IV ทุก 12 ชั่วโมง ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ หรือ ทุก 8 ชั่วโมง ติดต่อกัน 10-14 วัน

 

วิธีป้องกันโรคซิฟิลิส

 

หลักการป้องกันโรคซิฟิลิสสามารถใช้วิธีเดียวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ คือการลดความเสี่ยงในการรับเชื้อจากผู้ที่มีเชื้อซิฟิลิส ดังต่อไปนี้

  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์

  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่รู้จัก หรือ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย

  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีบาดแผลบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก

  • ไม่ใช้เข็มฉีดยาหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

  • ตรวจเลือดเพื่อหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

  • หญิงมีครรภ์ควรได้รับการตรวจคัดกรองซิฟิลิสระหว่างการตั้งครรภ์ในช่วงสัปดาห์ที่ 8-12 ของการตั้งครรภ์

  • หากมีความเสี่ยงแนะนำให้ตรวจเลือดเป็นประจำ

 

รักษาซิฟิลิสที่ไหน

 

The Love Foundation campaigns for sexual health awareness and understanding. We believe that everyone is equally valuable and are able to create change in the fight against HIV stigma, regardless of HIV status.

Contact us

Address: 150/4 Moo 1 Nongpakhrang Muang Chiangmai
Emal : team@lovefoundation.or.th

Line : @lovefoundation

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube