Web Analytics Made Easy -
StatCounter

ป้องกันแล้วยังต้องตรวจเอชไอวีอยู่ไหม?

ต้องยอมรับว่า การป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพนั้น คือ การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และยังเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย แถมยังบ่งบอกว่าคุณมีความรับผิดชอบทั้งต่อคู่นอนและตัวเองด้วย แต่หากมีพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง หรือมีการใช้สารเสพติด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย ทุกอย่างไม่มีอะไรที่ป้องกันได้ 100% โอกาสเกิดความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้เสมอ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ


  1. เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือใช้บริการผู้ให้บริการทางเพศ

  2. เสพยาเสพติด ทำให้สติสัมปะชัญญะไม่อยู่กับตัว

  3. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จนมึนเมา ขาดสติ

  4. การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง หรือไม่ได้รับการหล่อลื่นที่ดี

  5. การใช้ถุงยางอนามัยที่ไม่ถูกวิธี หรือถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพ




ป้องกันแล้วทำไมยังต้องตรวจเอชไอวี ?


การตรวจเอชไอวี ก็เหมือนกับการตรวจสุขภาพประจำปีนั่นเอง ทุกคนควรจะรู้สถานะเอชไอวีของตนเอง เพื่อการวางแผนชีวิตต่อไปในอนาคต คนที่พบเชื้อรีบเข้าสู่กระบวนการรักษา ทำให้ไม่เจ็บป่วย ไม่กลายเป็นโรคเอดส์ คนที่ไม่พบเชื้อก็จะได้ป้องกันตนเองให้ปลอดเชื้อตลอดไป


หลายคนมั่นใจว่าตัวเองมีแฟนคนเดียว แต่บางครั้งเราก็ไม่อาจทราบได้ว่าแฟนของเรามีความสัมพันธ์กับคนอื่นหรือไม่ ผู้เขียนไม่ได้ต้องการสร้างความร้าวฉานในครอบครัว แต่ตามสถิติและประสบการณ์ของคู่รักหลายคู่นั้น อีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ลับ ๆ ที่ไม่ได้อยากให้คนรักของตัวเองรับรู้ มันเป็นความจริงที่ว่า เราไม่ได้อยู่ด้วยกันกับคนรักตลอด 24 ชั่วโมง หรือบางคู่เป็นรักทางไกล อยู่ต่างจังหวัด อยู่ต่างประเทศ จึงไม่อาจมั่นใจได้ว่าคนรักหรือคู่นอนของเรานั้นปลอดภัยแค่ไหน เราจึงจำเป็นต้องตรวจเอชไอวี


และถึงแม้จะมั่นใจว่าใส่ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องแล้ว ก็ยังมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางโรค เช่น เริมที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่ ที่หากคู่นอนของคุณเป็นโรคนี้อยู่ ก็สามารถแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสทางผิวหนังได้ แม้ใช้ถุงยางฯ เชื้ออาจติดตรงส่วนที่อยู่นอกถุงยางอนามัยได้เช่นกัน โดยผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะมีโอกาสติดไวรัสเอชไอวีได้เร็วกว่าคนปกติอีกด้วย เพราะฉะนั้นถึงจะป้องกันแล้วก็ควรตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเป็นประจำอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี


มีความเสี่ยงบ่อย ทานเพร็พ (PrEP) ช่วยได้


ยาเพร็พ (PrEP) หนึ่งทางเลือกของผู้ที่มีความเสี่ยง หากคุณมีการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย มีคู่นอนหลายคน มีการใช้บริการผู้ให้บริการทางเพศ มีการใช้สารเสพติดชนิดฉีด รวมไปถึงคู่รักที่มีผลเลือดต่าง ก็ควรที่จะเริ่มพิจารณาการทานยาเพร็พได้แล้วตั้งแต่วันนี้ เพร็พ สามารถป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวีได้มากกว่า 95% ร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัย เพราะถุงยางอนามัยยังช่วยในเรื่องของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองในแท้ หนองในเทียม ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี เป็นต้น โดยยาเพร็พทานง่ายเพียงวันละ 1 เม็ด หรือทานตามความต้องการได้ คุณไม่จำเป็นต้องทานไปตลอดชีวิต สามารถเลือกทานในช่วงที่มีความเสี่ยงบ่อยได้ หากแต่งงานหรือมีแฟนแล้วก็สามารถเลิกทานได้ ที่สำคัญผู้ที่จะทานยาเพร็พได้จะต้องไม่ใช่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมาก่อนอยู่แล้ว และยาชนิดนี้ยังไม่สามารถหาซื้อออนไลน์ได้ เพราะจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทานยา และทำการตรวจเช็คร่างกายก่อนทุกครั้ง



รับยาเพร็พฟรีได้ที่ไหน ?


กรุงเทพมหานคร

  • คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย

  • คลินิกเทคนิคการแพทย์ฟ้าสีรุ้ง รามคำแหง

  • มูลนิธิเพื่อนพนักงานการบริการ (SWING) สาขาสีลม

  • มูลนิธิเพื่อนพนักงานการบริการ (SWING) สาขาสะพานควาย

  • คลินิกชุมชนสีลม @ทรอปเมด

  • คลินิกรักษ์เพื่อน โรงพยาบาลตากสิน

  • คลินิกรักษ์เพื่อน โรงพยาบาลราชพิพัฒน์

  • มูลนิธิเอชไอวีเอเชีย

  • คลินิกบัดดี้จุฬา

ชลบุรี

  • มูลนิธิเพื่อนพนักงานการบริการ (SWING) สาขาพัทยา

  • คลินิกเทคนิคการแพทย์ฟ้าสีรุ้ง ชลบุรี

เชียงใหม่

  • ศูนย์สุขภาพแคร์แมท เชียงใหม่ (CAREMAT)

  • มูลนิธิเอ็มพลัส เชียงใหม่ (M-PLUS)

อุดรธานี

  • มูลนิธิเอ็มเฟรนด์ (M-FRIENDS)

สงขลา

  • คลินิกเทคนิคการแพทย์ฟ้าสีรุ้ง หาดใหญ่

อุบลราชธานี

  • คลินิกเทคนิคการแพทย์ฟ้าสีรุ้ง อุบลราชธานี

จองตรวจเอชไอวีฟรีที่นี่ https://love2test.org



“ป้องกันให้ถูกวิธี หนีไกลเอชไอวี”


ถุงยางอนามัย ใช้ถูกวิธีแล้วหรือยัง ?


การใช้ถุงยางอนามัย ควรใช้ให้ถูกต้องด้วย 4 ขั้นตอนง่าย ๆ จากกรมควบคุมโรค คือ

“เลือก เก็บ ใช้ ทิ้ง” ดังนี้





“เลือก” ซื้อถุงยางอนามัยให้เหมาะกับตัวเอง


ถุงยางอนามัยมีหลายประเภท และหลายขนาดด้วยกัน ไล่เรียงตั้งแต่ขนาด 44 มิลลิเมตร ไปจนถึง 56 มิลลิเมตร แต่ขนาดที่มีจำหน่ายในประเทศไทยส่วนใหญ่ จะเป็นขนาด 49, 51 และ 52 มิลลิเมตร ซึ่งควรเทียบกับขนาดน้องชายของคุณว่า ขนาดไหนถึงจะพอเหมาะพอดี ไม่คับแน่นจนเกินไป จนเกิดโอกาสถุงแตก หรือหลวมมาก จนหลุดออกขณะมีเพศสัมพันธ์ได้


วิธีวัดขนาดให้เหมาะสมกับถุงยางอนามัย คือ ให้วัดรอบวงของอวัยวะเพศขณะที่กำลังแข็งตัวเต็มที่เป็นหน่วยมิลลิเมตร ใช้สายวัดพันให้รอบ เมื่อได้ค่าตัวเลขก็นำไปหาร 2 จะเป็นขนาดของถุงยางอนามัยที่ลงตัวกับน้องชายของคุณ


อ่านฉลากก่อนซื้อ สังเกตเครื่องหมาย อย.ที่แสดงบนบรรจุภัณฑ์ ตรวจสอบวันหมดอายุ หรือวันที่ระบุว่าต้องใช้ก่อนภายในวันที่เท่าไหร่ ซึ่งหากถุงยางอนามัยที่มีมาตรฐานจะมีระบุไว้ทั้งนอกกล่อง และบนซองของถุงยางอนามัยแต่ละชิ้น เวลาแกะผลิตภัณฑ์ออกมาจะต้องไม่มีร่องรอยการชำรุดฉีกขาด หรือสังเกตสีของถุงยางอนามัยว่ามีสีที่ผิดปกติหรือไม่


“เก็บ” รักษาถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง


ควรเก็บรักษาถุงยางอนามัยให้พ้นจากความร้อน หรือแสงแดด เช่น ในรถยนต์ ห้องครัว ไม่ควรเก็บในที่ชื้น เช่น ห้องน้ำ ห้องเก็บของ และไม่ควรเก็บไว้ในที่บีบรัดหรือถูกทับ เช่น กระเป๋าสตางค์ กระเป๋ากางเกง หนังสือ เป็นต้น


“ใช้” ถุงยางอนามัยให้ถูกต้อง


ฉีกซองถุงยางอนามัยออกมาอย่างระมัดระวัง ไม่ควรใช้ปากกัดหรือเล็บจิก แล้วเลือกด้านที่ถูกต้อง โดยเลือกด้านที่มีกระเปาะไว้ด้านนอก ใช้นิ้วมืออีกข้างบีบบริเวณหัวของถุงยางอนามัยเพื่อไล่อากาศ และสังเกตว่าไม่มีรอยรั่วหรือแตกออก สวมถุงยางอนามัยเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัวเท่านั้น โดยรูดลงมาให้จนสุดโคน เพื่อป้องกันการหลุดออกขณะที่กำลังมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งเมื่อเสร็จกิจเรียบร้อยแล้วก็ควรถอดออกขณะที่ยังแข็งตัวอยู่เหมือนกัน รวมถึงระยะเวลาในการใช้งานต่อ 1 ชิ้นไม่ควรเกิน 30 นาทีโดยประมาณ เพราะคุณสมบัติของถุงยางอนามัยอาจเสื่อมสภาพลง ที่สำคัญคือใช้แล้วทิ้ง ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำอีกรอบโดยเด็ดขาด สารหล่อลื่นที่นำมาใช้กับถุงยางอนามัยนั้น ควรเลือกให้ถูกต้อง เพราะสารบางชนิดมีผลต่อถุงยางอนามัย หากใช้ผิด ก็มีโอกาสที่จะเกิดการฉีกขาดหลุดรั่วได้ง่าย


“ทิ้ง” ถุงยางอนามัยให้ปลอดภัย


เมื่อเสร็จกิจแล้วถอดถุงยางอนามัยออกเมื่ออวัยวะเพศกำลังแข็งตัวอยู่ ควรใช้ทิชชู่จับทุกครั้ง เพื่อให้มือไม่สัมผัสโดนสารคัดหลั่งโดยตรง ไม่ควรนำถุงยางอนามัยมาเผาเล่น หรือไม่ควรทิ้งลงถังขยะทันที ต้องทำการห่อใส่กระดาษทิชชู่ก่อนทิ้งทุกครั้ง และไม่ควรทิ้งในชักโครกเพราะอาจทำให้เกิดการอุดตันได้


การมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติ การตรวจเอชไอวีเองก็เช่นกัน อยากให้มองว่าการตรวจเลือดเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ใคร ๆ ก็ไปตรวจเช็คสุขภาพทางเพศของตนเอง ทุกคนมี sex ได้เพียงแต่เราต้องมีความมั่นใจว่า ตัวเองเตรียมพร้อมในการป้องกันได้ถูกวิธีแล้วหรือยังครับ


The Love Foundation campaigns for sexual health awareness and understanding. We believe that everyone is equally valuable and are able to create change in the fight against HIV stigma, regardless of HIV status.

Contact us

Address: 150/4 Moo 1 Nongpakhrang Muang Chiangmai
Emal : team@lovefoundation.or.th

Line : @lovefoundation

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube