Web Analytics Made Easy -
StatCounter

ปัจจุบัน เอชไอวี รักษาและป้องกันได้

Updated: Mar 26, 2020

เชื้อเอชไอวี กับสิ่งที่คนไทยต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้น


ยังมีคนไทยจำนวนมากที่มีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการติด เชื้อเอชไอวี (HIV) หลายคนยังคิดว่าการติดเชื้อเอชไอวีก็เท่ากับว่าคนๆ นั้นได้ติดโรคเอดส์ไปเรียบร้อยแล้ว หลายคนกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ จนทำให้ผู้ที่อยู่ร่วมกับ เชื้อเอชไอวี ถูกสังคมรังเกียจ ทว่าในความเป็นจริง หากลองทำความเข้าใจเกี่ยวกับเอชไอวี ให้มากขึ้นจะรู้ว่าจริงๆ แล้วเรื่องต่างๆ หรือข้อมูลที่เคยรู้มาอาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องทั้งหมด และไม่ว่าใครก็สามารถอยู่ร่วมกับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีในร่างกายได้


เอชไอวี กับ เอดส์ ไม่ใช่โรคเดียวกันทั้งหมด


เชื้อเอชไอวี (HIV) มาจากคำว่า Human Immunodeficiency Virus ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสประเภทหนึ่งที่สามารถเข้าสู่ร่างกายของคนเราได้ แต่สำหรับโรคเอดส์ (AIDS) มาจากคำว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome อันหมายถึงผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการโดนเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ทำให้ระบบภายในร่างกายอ่อนแอลง ส่งผลให้เมื่อมีเชื้อโรคต่างๆ พยายามเข้ามาสู่ร่างกาย ร่างกายของผู้ป่วย เมื่อมีภูมิต้านทานน้อยก็ไม่สามารถต่อสู้หรือกำจัดอาการป่วยใดๆ ได้เลย จนท้ายที่สุดผู้ที่ไม่ได้ทำการรักษาก็จะเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากไวรัสเอชไอวี

จากความหมายข้างต้นของทั้ง 2 สิ่งที่กล่าวมานี้จึงบอกได้ว่า โรคเอดส์ มีสาเหตุจากเชื้อเอชไอวีที่เข้ามาสู่ร่างกายบุคคลๆ นั้น แต่ในทางกลับกันผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีภายในร่างกายก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องป่วยเป็นโรคเอดส์เสมอไป หากมีการดูแลร่างกายอย่างถูกต้องเหมาะสม และปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด


เชื้อเอชไอวี ติดต่อกันได้อย่างไร


พื้นฐานความเข้าใจหลัก ๆ สำหรับการติดเชื้อเอชไอวีก็คือ การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลาย ๆ คนโดยไม่ป้องกันด้วยถุงยางอนามัย, การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน, ติดจากแม่สู่ลูกตอนมีครรภ์ เป็นต้น

ทว่าหากอธิบายอย่างเป็นทางการ เชื้อเอชไอวีสามารถติดต่อระหว่างบุคคลได้หากมีสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อในร่างกายเข้าไปสู่ร่างกายของคนปกติ เช่น เลือด, อสุจิ, ของเหลวจากช่องคลอด แม้กระทั่งนมแม่ก็สามารถติดต่อเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกได้เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มีต้นเหตุมาจากการกระทำที่กล่าวเอาไว้ข้างต้นนั่นเอง แต่นอกเหนือจาก 3 ข้อนี้แล้วก็ยังมีอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การใช้เข็มสัก, เข็มเจาะร่วมกัน, การได้รับเลือด เป็นต้น




ระยะของอาการเมื่อได้รับเชื้อเอชไอวี


ความจริงหลังจากการติดเชื้อเอชไอวีแล้ว เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยนอกจากการตรวจเลือดเท่านั้น แต่ภายในร่างกายของเราหากได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี มันจะเริ่มแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนออกมาในเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายเรียกว่า CD4 (ซีดีโฟร์) และแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ระยะแรกที่ได้รับเชื้อเอชไอวีมานี้ อาจเกิดเกิดขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์หลังจากการติดเชื้อ อาจมีอาการไม่ค่อยสบายเหมือนอาการเป็นไข้หวัด มีผื่น เบื่ออาหาร มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เจ็บคอ เหงื่อออกในเวลากลางคืน เป็นแผลในปาก ในหลอดอาหาร หรืออวัยวะสืบพันธุ์ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นกับบางคน แต่อาจจะไม่เกิดกับทุกคน


หลังจากช่วงเวลานี้ อาจจะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาให้เห็นเลย แต่เชื้อไวรัสเอชไอวีก็ยังคงทำหน้าที่ของมันไปเรื่อยๆ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ง่ายมาก


มีเพียงการตรวจเท่านั้นที่จะทราบว่าผู้นั้นติดเชื้อหรือไม่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทราบโดยเร็วว่าบุคคลผู้นั้นติดเชื้อหรือไม่เนื่องจากการรักษาสามารถป้องกันระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ให้อ่อนแอและถูกทำลายลงได้ สรุปดังนี้


  • เมื่อเริ่มมีการติดเชื้อเอชไอวีในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก จะถูกเรียกว่า ระยะฉับพลัน มักรู้สึกเป็นไข้ ไอ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองบวมโต ผื่นขึ้นตามลำตัว ปวดเมื่อย

  • ระยะต่อมาเป็นช่วงที่หากรู้และได้รับการรักษาอย่างถูกต้องก็จะช่วยให้มีอายุยืนยาว เรียกกันว่า ช่วงระยะสงบ ตอนนี้จะไม่มีการแสดงออกใด ๆ ทั้งสิ้น หากไม่มีการตรวจร่างกายเลยก็จะอยู่ในระยะนี้เป็น 10 ปี ซึ่งยังไม่ถูกเรียกว่า ผู้ป่วยเอดส์

  • ระยะสุดท้าย นี่คือช่วงการติดเชื้อที่ถูกเรียกเป็น โรคเอดส์ อย่างชัดเจนเนื่องจากเชื้อมีการพัฒนาแบบเต็มขั้นสู่การเป็นเอดส์เรียบร้อย ภูมิคุ้มกันมีการบกพร่อง ไม่ต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย เกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย จนในที่สุดมักเสียชีวิตจากโรคเหล่านั้นมากกว่าเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์


การกระทำที่ไม่เสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี


ยังมีคนที่เข้าใจผิดอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวีเมื่อรู้ว่าคนรอบข้างหรือต้องอยู่ใกล้กับผู้ที่ติดเชื้อจะมีความเป็นกังวลมาก จึงอยากอธิบายให้เข้าใจว่าการติดเชื้อเอชไอวีไม่ใช่ติดกันง่าย ๆ หากไม่ได้มีการกระทำที่เสี่ยง โดยหากคุณต้องทำสิ่งเหล่านี้ยืนยันว่าไม่มีทางติดได้แน่นอน

  • ต้องใช้ภาชนะต่าง ๆ ร่วมกับผู้ติเชื้อไม่ว่าจะเป็นจาน, ช้อน, ส้อม, แก้ว, ขันน้ำ ฯลฯ เนื่องจากเชื้อเอชไอวีไม่สามารถติดต่อผ่านภายนอกหรือของเหลวในร่างกายจำพวกน้ำลาย, น้ำตา ได้

  • หากมีผู้ติดเชื้อ ไอ, จาม, จูบ, หอม, ถ่มน้ำลาย ก็ไม่เสี่ยงเช่นกัน

  • การนอนหลับบนเตียงเดียวกันกับผู้ป่วย

  • การโดนยุงกัด


อาการเบื้องต้นของผู้ที่เริ่มติดเชื้อเอชไอวี


สำหรับคนที่ใช้ชีวิตเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี แต่ไม่กล้าไปตรวจเอชไอวีหากเริ่มรู้สึกว่าตนเองมีอาการเหล่านี้ก็ถือว่ามีความเสี่ยงได้

  • ถ่ายท้องแบบท้องเสียมาเป็นเวลานานมากกว่า 1 สัปดาห์

  • มักมีไข้อยู่เป็นประจำทั้งที่สภาพแวดล้อมปกติ

  • มีอาการปอดอักเสบ

  • รู้สึกว่าตนเองมีความจำลดลง เสียความทรงจำในบางเรื่อง เริ่มรู้สึกมีอาการซึมเศร้า หรืออาการอื่น ๆ ในระบบประสาท

  • เกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศ, ทวารหนัก, ริมฝีปากแบบไม่มีสาเหตุ

  • บริเวณผิวหนัง เปลือกตา จมูก ปาก มีผื่นขึ้นแบบไม่มีสาเหตุ

  • ต่อมน้ำเหลืองบวมบริเวณขาหนีบ คอ รักแร้

  • น้ำหนักลงเฉียบพลันทั้ง ๆ ที่ทานอาหารปกติ

  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติที่เคยเป็นมา

  • มักมีเหงื่อออกในตอนกลางคืนแม้จะเปิดแอร์หรือพัดลมก็ตาม


อย่างไรก็ตามผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่แสดงอาการใด ๆ เลยและใช้ชีวิตปกติได้เป็น 10 ปี จะรู้ว่าตนเองติดเชื้อก็ต่อเมื่อมีการตรวจเลือดเท่านั้น


การป่วยเพราะติดเชื้อเอชไอวีไมได้น่ากลัวและอันตรายอย่างที่คิด หากรู้สึกว่าตนเองมีภาวะเสี่ยงแนะนำให้พบแพทย์ตรวจเลือด ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง ๆ ก็อย่าเครียด กังวลใจ เพราะโรคนี้สามารถดูแลตนเองและใช้ชีวิตแบบคนปกติได้ เผลอ ๆ อาจมีชีวิตได้ยาวนานกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ

209 views

The Love Foundation campaigns for sexual health awareness and understanding. We believe that everyone is equally valuable and are able to create change in the fight against HIV stigma, regardless of HIV status.

Contact us

Address: 150/4 Moo 1 Nongpakhrang Muang Chiangmai
Emal : team@lovefoundation.or.th

Line : @lovefoundation

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube